วันที่ 26 ก.ค. นี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่ละครเวที "แม่นาคพระโขนง" เวอร์ชั่น the musical จะปิดฉากลง ชั้นได้มีโอกาสชมละครเวทีเรื่องนี้ ณ วันแรกที่เปิดการแสดง และได้ชมอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมกับความรู้สึกในการชมที่เปลี่ยนไป (เค้าบอกว่า...เวลาทำให้คนเปลี่ยน แต่งานนี้เวลาทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนได้เช่นกัน)

ใครที่ไปชมแล้วคงจะมีความชื่นชอบในแต่ละมุมมองไม่เหมือนกันนะคะ ชั้นเองสิ่งที่ทำให้น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวเลย ฉากแรกคงเป็นฉาก (เล็กๆ) ที่แม่นาคขอโทษ "ยอด" เพื่อนของพ่อมาก ที่ไปหลอกเค้าจนยอดต้องกลายเป็นคนบ้า --- เพียงแค่คำสั้นๆ "ขอโทษ...ชั้นไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพี่" แค่นี้ก็ให้ความรู้สึกมากมายแทนความรู้สึกของคนนึงคนที่ไม่ได้ตั้งใจทำผิด แต่เมื่อผิดไปแล้วก็พร้อมจะขอโทษจากใจจริง เพียงแค่ฟังประโยคนี้น้ำตาชั้นก็พาลจะไหลไม่หยุดซะแล้ว (แล้วก็เป็นฉากที่ชั้นร้องไห้ในตอนที่ดูครั้งแรกเหมือนกันเล้ย)

แล้วก็มาถึงฉากสำคัญที่คนทั่วไปชื่นชอบ คงหนีไม่พ้นฉากอำลากันระหว่างพ่อมากและแม่นาค ก่อนหน้าที่จะชมรอบนี้ ชั้นไม่เคยคิดว่าคำว่า "กอด" จะสำคัญอะไรมากนัก นอกจากเป็นส่วนนึงของฉาก..ก็เท่านั้น แต่เมื่อได้อ่านสูจิบัตรอย่างละเอียด บทสัมภาษณ์ของคุณบอย เกี่ยวกับ "กอด" ในมุมมองของละครเรื่องนี้ ทำให้ความรู้สึกในการชมฉากนี้ของชั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

.....กอด....คือกริยาของการยึดติด ยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และเมื่อ "กอดครั้งสุดท้าย" มาถึงนั่นก็ให้ความรู้สึกหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกซาบซึ้งในความรัก ความเสียดาย ความเสียใจ ความซาบซึ้ง ทุกสิ่งอย่างหลั่งไหลออกมาจากเพลงที่นัทและอาร์ร้องไว้อย่างดีเยี่ยม

ทำให้ชั้นรู้สึกว่า คนบางคนรอคอยและไม่อยากสูญเสีย "กอด" ที่ยังเป็นของเขาหรือเธอนั้นไปให้คนอื่น ในขณะที่บางคน "กอด" นั้นยังไม่เคยมีโอกาสได้เป็นเจ้าของเลยก็มี

คำว่า "กอดสุดท้ายระหว่างเรา" ....เป็นคำที่ชั้นชอบที่สุดเลย เรื่องราวความรักของแม่นาคพระโขนงมาจากเพียงคำๆ เดียว "ความรัก" นั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะต้องเสียความรักที่เป็นของเราไป อย่าลืมกอดมันไว้ให้แน่นๆ ก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง...ทำให้กอดของคุณอุ่นๆ เข้าไว้ ซาบซึ้งกับมันให้มากๆ เมื่อวันที่ "กอดของคุณจะต้องเป็นกอดสุดท้าย" จะได้เป็นกอดที่จะจดจำไปนานๆ เหมือนที่ชั้นได้เห็น ใน"กอดสุดท้าย..ของผู้หญิงชื่อนาค แห่งบางพระโขนง" เพราะเธอก็เป็นแค่เพียงผู้หญิงคนนึงที่มีความรัก และอยากจะหวงแหนความรักของเธอไว้ ก็เท่านั้นเอง!

ได้ข่าวคราวเรื่องคอนเสิร์ตของ "บี้" มานานหลายเดือน พร้อมๆ กับกระแส(ของคนรอบข้าง) ที่เรียกร้องอย่างรุนแรงว่าอยากดู และก็ต้องพยายามช่วยเหลือให้ได้ดูด้วย !!! เฮ้อ เหนื่อยได้อีก!
แต่ก็ต้องยอมรับว่านาทีนี้ หนุ่มฮอตอีกหนึ่งคน จะไม่มีชื่อ "บี้" ก็คงไม่ได้แล้วเช่นกัน
เมื่อวานนี้...เมื่อมีบุญพาวาสนาส่งให้ได้บัตรคอนเสิร์ตบี้มา ก็เลยได้เข้าไปชม อย่างใจจดใจจ่อ เพราะติดใจมาตั้งแต่คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกที่ impact แล้ว ติดใจในความเก่ง น่ารัก แล้วก็เต้นสวย ...(อันนี้ไม่รวมความขาว นะ 5555 เก็บไว้เป็นส่วนลึกๆ ไม่บอกใคร เหอเหอเหอ)
พอนั่งดูเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องยอมรับคือ น้องพัฒนามาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไหวพริบในการตอบโต้กับคนดู หรือแม้แต่มุขที่หากไปใส่ในปากคนอื่น คงจะต้องมีคนโห่กึ่งก้องไปทั่ว hall แต่บังเอิญคนพูดคำเหล่านั้นกลับเป็นบี้ ก็เลยกลายเป็นน่ารักกันไป .. อันนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ บุคลิกใคร ก็บุญของคนนั้นไป -- อันนี้พี่ชมนะน้อง ^___^
นั่งดูไปเรื่อยๆ จนท้ายๆ คอนเสิร์ตก็เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ นี่กำลังนั่งดูโชว์ของพี่เบิร์ด (จูเนียร์) หรือเปล่าเนี้ย เพราะรูปแบบคอนเสิร์ตครั้งนี้ มี มากมาย หลายอย่างที่พัฒนาจากการเป็นคอนเสิร์ตร้องเพลง + แขกรับเชิญ (ธรรมดา) กลายเป็นคอนเสิร์ตกึ่งโชว์ ที่ต้องยอมรับว่า บี้พัฒนาตัวเองจนสามารถทำโชว์ (เล็กๆ)ของเค้าให้น่าดูได้ ตามศักยภาพที่เต็มที่ของเค้าด้วย (ไม่ได้ชมค่ะ แต่เสียงกรี๊ดของคนทั้ง hall เป็นการยืนยันจ๊ะ) สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดในคอนเสิร์ตก็คงไม่ได้เจาะจงไปที่ฉากใดฉากหนึ่ง แต่กระจายไปหลายๆ ฉาก
อันดับแรกคงไม่พ้น - มุข เสี่ยว ๆของน้อง 555 โดนใจสาวแก่ สาวน้อยกันทั่ว hall
อันดับ 2 - ต้องยกให้กับเทคนิคการเปลี่ยนเสื้อ ในเพลง "7 วันที่ฉันเหงา" ทำได้ไงเนี้ย เปลี่ยนชุด 7 ชุดบนเวที ในเวลาแค่ 3-4 นาที ...คุณบอยเก่งจังคะ ขอยกนิ้วให้
อันดับ 3 - การเต้น แข็งแรงและโตขึ้นจริงๆ ค่ะ เชื่อว่าคอนเสิร์ตครั้งต่อๆไป เราคงจะได้เห็นศักยภาพที่เต็มที่ แบบนี้ไปอีกเรื่อยๆ
อันดับที่ 4 - คงหนีไม่พ้นฉากเปียโน ^___^ เนื่องด้วยฉันเป็นคนชอบคนเล่นเปียโน ไวโอลิน เหล่านี้เป็นอยู่แล้ว เลยรู้สึกแปลกใจว่าเอ๊ะ บี้ เล่นเปียโนเป็นด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้ข่าวเลย แต่พอได้เห็นการเล่นของเค้า ก็ต้องยอมรับความเก่งของคนเขียนสคริปท์แหล่ะค่ะ ที่ทำให้ ความไม่เก่ง (เล้ย) ของน้อง กลายเป็นความน่ารักที่ทำให้คนทั้ง Hall หลงรักเค้าได้ไม่ยากเลยค่ะ

มีความสนุก และอื่นๆ อีกมากมายในคอนเสิร์ต "Love มากมาย" ครั้งนี้ แต่คนที่ยังไม่ได้ดู ก็เตรียมซื้อ DVD คอนเสิร์ตมารอชมได้เลยค่ะ ถ้าคุณชอบความน่ารักแบบเสี่ยวเล็กๆ และความเก่งแบบนักร้อง นักเต้นชั้นนำล่ะก็ ไม่เสียใจหรอกค่ะ ที่จะชอบผู้ชายคนนี้ "บี้ สุขกฤษณ์ วิเศษแก้ว"

edit @ 12 Jul 2009 21:34:39 by A-ki

office-phobia

posted on 08 Apr 2009 00:36 by lamai

ห่างหายไม่ได้เจอกันซักพัก คิดถึงกันมั่งมั้ยเนี้ย 555 ถามไปโดยที่ไม่รู้ว่าถามใครนะคะ หวังแค่ว่าจะมีคนแวะเวียนมาอ่าน journal กันอยู่เรื่อยๆ ก็แล้วกันค่ะ ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ

ช่วงที่หายไปชีวิตวุ่นวายกับภาระการงานไม่น้อย เหนื่อยจนไม่รู้จะพูดคำว่าอะไรให้สมกับคำว่า "เหนื่อย..โค ตะ ระ เหนื่อย" 555

 วันนี้ได้ฤกษ์กลับมาเรียบเรียงสติที่ใกล้จะขาดผึ่งเข้าไปทุกวัน เวลาที่เดินไปช้าๆ กับการงานที่มากล้นจนไม่รู้จะทำยังไงให้ทัน จนถึงกระทั่งต้องนั่งนิ่งๆ แล้วคิด คิด คิด ว่าชีวิตทุกวันนี้เคยมีความสุขกับงานที่ทำที่เคยเป็น ตอนนี้ยังเป็นอยู่มั้ย ?

คำตอบมันผุดในใจว่า...ไม่ เว้ย!!!! ซึ่งน่ากลัวมาก เคยกลัวตัวเองแบบนี้มั้ยคะ? ถามคำถามที่หัวใจคิดว่าจะตอบได้ดีกว่านี้ แต่กลับมีคำตอบแบบนี้กลับมา ก็เลยต้องย้อนคิดว่าจริงๆ เกิดอะไรขึ้นกับเรา วันนี้ชั้นมีคำบัญญัติใหม่มา 1 คำ "office-phobia"

อาการคือ ...

1. เริ่มตัวชา เมื่อก้าวขาเข้าออฟฟิศ

2. หงุดหงิดกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาท

3. อาการร่าเริงเมื่อได้เดินจากออฟฟิศไป

4. อาการยับยั้งช่างใจ ในการแก้ไขปัญหาลดลง

5. ขั้นโคม่าคือ "ปิดโทรศัพท์หนีดีก่า"

ซึ่งอาการของชั้นผ่านมาแล้ว 4 ขั้น โดยที่รู้สึกว่าขั้นที่ 5 มันกำลังจะตามมาเร็วๆนี้

เพราะฉะนั้นก่อนที่อะไรจะเลยเถิด ชั้นเลยต้องหยุดทุกอย่างไว้แค่นี้ หาที่ระบายซะ แต่ก็ยังไม่ได้จุดระบายที่ดีนัก นอกจากค่อยๆ ร้อยเรียงความรู้สึก กลั่นออกมาเป็นตัวอักษร บรรยายให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ เผื่อเราจะได้ช่วยกันแชร์ความคิดได้นะคะ หากใครที่มีอาการแบบนี้อยู่ ช่วยบอกทีค่ะ ว่า "office-phobia" คนล่าสุดคนนี้ควรทำตัวอย่างไร?

edit @ 8 Apr 2009 00:51:14 by A-ki

 

 มีคนเขียนคำนี้ไว้ที่ไหนซักแห่ง จำไม่ได้แล้วค่ะ จำได้แต่ว่า "โห...สุดยอด" ด่ากันเลยดีกว่ามั้ย?
ที่โปรยหัวแบบนี้เพราะว่าเมื่อวันศุกร์เป็นวันที่ชั้นเลิกงานอย่างสบายใจ ไม่ได้วุ่นวายกับชีวิตการทำงานมากมายนัก แล้วก็ตัดสินใจขับรถเล่นๆ ออกมาหาซื้อของแถวๆ เลียบทางด่วนกับเพื่อนซี้ เส้นทางการจราจรก็ไม่ได้มีอารายผิดแปลกไปจากเดิมๆ ที่เคยขับแต่คงเพราะว่าสมองของชั้นมันโล่งจากหน้าที่การงานล่ะมั่งทำให้มีเวลาใส่ใจคนบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น

วินัยการจราจรที่เค้าพูดๆกัน เป็นสิ่งที่ฝึกกันไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะว่าหากคิดดูแล้ว กว่าที่เราจะสามารถขับรถออกมาเฉิดฉายบนท้องถนน เราก็ต้องผ่านการสอบใบขับขี่ (จะสอบเองหรือจ่ายเงินสอบก็พอกันค่ะ) เราก็ต้องศึกษาและรู้วินัยในการขับขี่ยานยนต์กันมาพอสมควร แต่เมื่อได้มาลั้นลา โลดแล่นบนท้องถนนแล้ว..ไม่น่าเชื่อ! บางคนเกิดอาการความจำเสื่อมถาวร ไอ้ที่เคยอ่านๆ เรื่องการแซง การเลี้ยว การขับรถเลนขวา แซงเลนซ้าย ผิดถูกอย่างไร จำกันไม่ได้ซะงั้น !!!

ตลอดเส้นทางที่ขับรถออกจากออฟฟิศ (แถวอโศก) จนเดินทางมาถึงโลตัส เลียบทางด่วน ชั้นพบเจอคนขับรถเหมือนคนความจำเสื่อม...เยอะแยะมากมาย ซ้ำบางคนนอกจากจะมีอาการความจำเสื่อมแล้ว ยังมีอาการทางประสาทพ่วงไปด้วย คือประสาทเสีย ขับรถฉวัดเฉวียน เหมือนกลัวว่าหากไม่ตื่นตัวเช่นนี้ อาจทำให้สมองและประสาทในร่างกายไม่สั่งงาน ก็เลยขับรถเหมือนเล่นอยู่ใน Simulator อย่างไง อย่างงั้น แต่ที่ยิ่งกว่า!!! เห็นแล้วก็ให้อึ้งไป เพราะบางคนที่ทำผิดกฏจราจรอย่างไม่น่าให้อภัย ดันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในบ้านเมืองเราที่ขับรถมอเตอร์ไซด์ตำรวจ แต่งกายตำรวจอยู่แท้ๆ แต่ดันสวนทาง แถมข้ามเลนจากขวามาซ้ายโดยไม่ใส่ใจมองหน้ามองหลังกันเล้ย! ทำให้คนที่ขับมาอย่างถูกต้อง (เช่นข้าน้อย) เกือบต้องช๊อคตายเพราะจะชนเอาตำรวจขาใหญ่ที่ขับรถผิดกฎซะเอง!!!!! 

ชั้นเองก็ไม่ใช่คนขับรถดี ถูกกฎวินัยจราจร เป๊ะเป๊ะ แต่อย่างน้อย เมื่อได้อ่านเจอประโยค ดังข้างต้น ....(ที่เป็นหัวข้อเรื่องอ่ะค่ะ) ชั้นก็รู้สึกสำนึกได้ในบัดดล  แล้วก็พยายามขับรถอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะชั้นอยู่ในสังคมที่เจริญแล้ว (แม้บางครั้งจะเจริญแต่ทางด้านวัตถุก็ตาม) และในเมื่อชั้นไม่ได้เป็นคนที่มีความสามารถทางกีฬาหรือทางใดๆ ก็แล้วแต่ที่จะนำชื่อเสียงมาให้ชาติได้ ชั้นก็ถือว่า การทำตัวให้อยู่ในวินัยจราจรที่ดี คงพอทำให้คน (บนท้องถนน) อื่นๆ รู้สึกดีว่าอย่างน้อยคนในชาตินี้ก็รู้จักวินัยขั้นพื้นฐาน....โดยไม่ต้องให้เด็กประถมมามองหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ว่าทำไม..ผู้ใหญ่..ถึงไม่รู้จักกฎระเบียบวินัยที่ถูกต้องของการจราจร ที่โรงเรียนเค้าสอนกันมาตั้งแต่
ประถม!

edit @ 27 Jan 2009 00:05:30 by A-ki

edit @ 9 Feb 2009 20:25:23 by A-ki